Forex
ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา
ตลาดที่ซื้อขายสกุลเงินต่างประเทศในรูปแบบคู่เงิน เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเปิดซื้อขาย 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์
ตัวอย่าง: EUR/USD คือการเทียบมูลค่ายูโรกับดอลลาร์สหรัฐ
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
รวมคำศัพท์ Forex ที่มือใหม่ควรรู้ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ Pip Spread Leverage ไปจนถึง Stop Loss และการบริหารความเสี่ยง อธิบายด้วยภาษาง่าย ๆ พร้อมลิงก์ไปบทความที่เกี่ยวข้องในแต่ละหมวด
เริ่มจากคำศัพท์พื้นฐานก่อน แล้วค่อยขยับไปคำสั่งเปิดออเดอร์ การอ่านกราฟ และการบริหารความเสี่ยง
27
คำศัพท์ทั้งหมด
4
หมวดคำศัพท์
คำที่ต้องรู้ก่อนเริ่มเทรด Forex
ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา
ตลาดที่ซื้อขายสกุลเงินต่างประเทศในรูปแบบคู่เงิน เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเปิดซื้อขาย 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์
ตัวอย่าง: EUR/USD คือการเทียบมูลค่ายูโรกับดอลลาร์สหรัฐ
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
คู่เงิน
การซื้อขาย Forex อยู่ในรูปคู่เงินเสมอ โดยสกุลเงินตัวหน้าเรียกว่าสกุลเงินฐาน และตัวหลังเรียกว่าสกุลเงินอ้างอิง
ตัวอย่าง: EUR/USD ที่ราคา 1.0850 หมายความว่า 1 ยูโรแลกได้ 1.0850 ดอลลาร์สหรัฐ
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
หน่วยการเคลื่อนไหวของราคา
หน่วยมาตรฐานที่ใช้วัดว่าราคาเคลื่อนไหวไปเท่าไร สำหรับคู่เงินส่วนใหญ่ Pip คือทศนิยมตำแหน่งที่ 4 ส่วนคู่เงิน JPY อยู่ที่ตำแหน่งที่ 2
ตัวอย่าง: EUR/USD เคลื่อนจาก 1.0842 เป็น 1.0843 = 1 Pip
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
จุดย่อยของ Pip
ทศนิยมตำแหน่งที่ 5 ซึ่งมีค่าเท่ากับหนึ่งในสิบของ Pip ใช้แสดงความละเอียดของราคาที่แพลตฟอร์มเทรดสมัยใหม่
ตัวอย่าง: EUR/USD 1.08421 → 1.08422 = 1 Pipette หรือ 0.1 Pip
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ราคาเสนอซื้อ
ราคาที่โบรกเกอร์ยอมซื้อคู่เงินจากเรา ใช้เมื่อเราต้องการส่งคำสั่ง Sell โดย Bid จะต่ำกว่า Ask เสมอ
ตัวอย่าง: ถ้า Bid แสดง 1.0848 การกด Sell จะได้ราคานี้ทันที
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ราคาเสนอขาย
ราคาที่โบรกเกอร์ขายคู่เงินให้เรา ใช้เมื่อเราต้องการส่งคำสั่ง Buy โดย Ask จะสูงกว่า Bid เสมอ
ตัวอย่าง: ถ้า Ask แสดง 1.0850 การกด Buy จะได้ราคานี้ทันที
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ส่วนต่างราคา Bid–Ask
ผลต่างระหว่างราคา Ask และ Bid ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่เทรดเดอร์จ่ายทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ ยิ่ง Spread กว้าง ราคาต้องเคลื่อนที่มากกว่าเดิมเพื่อเริ่มกำไร
ตัวอย่าง: Ask 1.0850 และ Bid 1.0848 = Spread 2 Pip
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
อัตราทด
อัตราส่วนที่ช่วยให้คุมขนาดสถานะได้ใหญ่กว่าทุนที่มี เช่น 1:100 หมายถึงวางเงินประกัน 1% ของขนาดสถานะ Leverage ขยายทั้งกำไรและความเสี่ยง
ตัวอย่าง: Leverage 1:100 ใช้เงิน 100 ดอลลาร์คุมสถานะได้ 10,000 ดอลลาร์
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
เงินประกันการเปิดสถานะ
จำนวนเงินขั้นต่ำที่ถูกกันไว้จากพอร์ตเพื่อค้ำประกันสถานะที่เปิดอยู่ เป็นเงินของเราและจะคืนเมื่อปิดออเดอร์
ตัวอย่าง: เปิด 1 Lot EUR/USD ที่ leverage 1:100 ต้องใช้ Margin ประมาณ 1,085 ดอลลาร์ หรือ 1% ของมูลค่าสัญญา
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ขนาดสัญญา
หน่วยมาตรฐานที่ใช้วัดขนาดของออเดอร์ โดย 1 Standard Lot เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน ยิ่ง Lot ใหญ่ ความเสี่ยงต่อ Pip ยิ่งสูง
ตัวอย่าง: 0.10 Lot (Mini) มีมูลค่าประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อ Pip
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
คำสั่งและจุดสำคัญในการเทรด
คำสั่งซื้อคาดราคาขึ้น
การเปิดออเดอร์โดยคาดว่าราคาจะปรับตัวขึ้น เราจะได้กำไรเมื่อราคาปิดสูงกว่าราคาเข้า
ตัวอย่าง: เปิด Buy EUR/USD ที่ 1.0850 แล้วปิดที่ 1.0900 = กำไร 50 Pip
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
คำสั่งขายคาดราคาลง
การเปิดออเดอร์โดยคาดว่าราคาจะปรับตัวลง เราจะได้กำไรเมื่อราคาปิดต่ำกว่าราคาเข้า
ตัวอย่าง: เปิด Sell EUR/USD ที่ 1.0900 แล้วปิดที่ 1.0850 = กำไร 50 Pip
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
จุดตัดขาดทุน
คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาเดินสวนถึงระดับที่กำหนด ช่วยจำกัดความเสียหายต่อออเดอร์ให้อยู่ในกรอบที่วางแผนไว้
ตัวอย่าง: เปิด Buy ที่ 1.0850 ตั้ง Stop Loss ที่ 1.0825 = เสี่ยง 25 Pip
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
จุดทำกำไร
คำสั่งปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อราคาไปถึงเป้าหมายที่กำหนด ช่วยล็อกกำไรตามแผนโดยไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ
ตัวอย่าง: เปิด Buy ที่ 1.0850 ตั้ง Take Profit ที่ 1.0900 = เป้าหมาย 50 Pip
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
คำสั่งรอราคา
คำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้าให้ระบบเปิดออเดอร์เมื่อราคาไปแตะระดับที่กำหนด เช่น Buy Limit, Sell Limit, Buy Stop และ Sell Stop
ตัวอย่าง: ตั้ง Buy Limit ที่ 1.0800 เพื่อรอซื้อเมื่อราคาย่อลงมาแตะระดับนั้น
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
เครื่องมืออ่านทิศทางราคา
แท่งเทียน
รูปแบบกราฟที่แสดงราคาเปิด ปิด สูงสุด และต่ำสุดของช่วงเวลาหนึ่ง ช่วยให้เห็นพฤติกรรมราคาและอารมณ์ตลาดได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่าง: แท่งเทียน 1 ชั่วโมงแสดงราคาเปิด ปิด สูงสุด และต่ำสุดของชั่วโมงนั้น
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
แนวโน้มราคา
ทิศทางหลักที่ราคาเคลื่อนไหว แบ่งเป็นขาขึ้น (Uptrend) ขาลง (Downtrend) และออกข้าง (Sideway) การเทรดตามแนวโน้มมักมีโอกาสสำเร็จสูงกว่า
ตัวอย่าง: ราคาทำจุดสูงและจุดต่ำที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ คือขาขึ้น (Uptrend)
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
แนวรับ
ระดับราคาที่มีแรงซื้อเข้ามาหนุนทำให้ราคาหยุดลงหรือเด้งกลับ มักใช้เป็นจุดพิจารณาเปิด Buy
ตัวอย่าง: ราคาย่อลงมาแตะ 1.0800 แล้วเด้งขึ้นหลายครั้ง แสดงว่า 1.0800 เป็นแนวรับ
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
แนวต้าน
ระดับราคาที่มีแรงขายเข้ามากดทำให้ราคาหยุดขึ้นหรือย่อตัว มักใช้เป็นจุดพิจารณาเปิด Sell
ตัวอย่าง: ราคาเด้งขึ้นไปชน 1.0950 แล้วย่อลงหลายครั้ง แสดงว่า 1.0950 เป็นแนวต้าน
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
อินดิเคเตอร์ที่เฉลี่ยราคาย้อนหลังเพื่อให้เห็นแนวโน้มชัดขึ้น เช่น MA 50 และ MA 200 ที่นิยมใช้ดูทิศทางหลักของตลาด
ตัวอย่าง: ราคายืนเหนือ MA 200 บนกราฟรายวันมักถูกมองเป็นภาพรวมขาขึ้น
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ดัชนีวัดแรงซื้อขาย
อินดิเคเตอร์ที่วัดความแข็งแกร่งของแรงซื้อและแรงขายในช่วง 0–100 ค่าเกิน 70 มักสื่อถึงสภาวะซื้อมากเกินไป และต่ำกว่า 30 คือขายมากเกินไป
ตัวอย่าง: RSI เกิน 70 อาจเป็นสัญญาณว่าราคากำลังอ่อนแรง
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
อินดิเคเตอร์โมเมนตัม
อินดิเคเตอร์ที่ดูความแตกต่างของเส้นค่าเฉลี่ยสองเส้น ช่วยจับการเปลี่ยนทิศทางของโมเมนตัมผ่านการตัดกันของเส้นสัญญาณ
ตัวอย่าง: เส้น MACD ตัดขึ้นเหนือเส้น Signal มักถูกมองเป็นสัญญาณโมเมนตัมขาขึ้น
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
คำศัพท์ที่ช่วยให้พอร์ตอยู่รอด
ความเสี่ยงต่อออเดอร์
สัดส่วนของพอร์ตที่ยอมเสียได้ในแต่ละออเดอร์ โดยทั่วไปแนะนำไม่เกิน 1–2% ของทุน เพื่อให้พอร์ตทนต่อการขาดทุนต่อเนื่องได้
ตัวอย่าง: พอร์ต 1,000 ดอลลาร์ เสี่ยง 1% = 10 ดอลลาร์ต่อออเดอร์
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
การกำหนดขนาดสถานะ
วิธีคำนวณขนาด Lot จากความเสี่ยงที่ยอมรับได้และระยะ Stop Loss เพื่อให้แต่ละออเดอร์มีความเสี่ยงเท่ากันสม่ำเสมอ
ตัวอย่าง: พอร์ต 1,000 ดอลลาร์ เสี่ยง 1% (10 ดอลลาร์) ระยะ Stop Loss 20 Pip = ขนาด 0.05 Lot
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน
การเปรียบเทียบระยะ Stop Loss กับระยะ Take Profit เช่น 1:2 หมายถึงยอมเสี่ยง 1 เพื่อโอกาสทำกำไร 2 เท่า เป็นเครื่องมือช่วยประเมินคุณภาพของออเดอร์
ตัวอย่าง: เสี่ยง 25 Pip เพื่อเป้าหมาย 50 Pip = Risk/Reward 1:2
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
การย้อนกลับของพอร์ต
ระดับที่พอร์ตลดลงจากจุดสูงสุดที่เคยทำได้ ใช้ประเมินว่าระบบหรือวินัยการเทรดของเรารับความเสียหายได้แค่ไหน
ตัวอย่าง: พอร์ตขึ้นไปสูงสุด 1,200 ดอลลาร์ แล้วลดเหลือ 1,000 ดอลลาร์ = Drawdown ประมาณ 16.7%
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
การเรียกหลักประกันเพิ่ม
สัญญาณเตือนเมื่อ Margin Level ของพอร์ตลดต่ำกว่าเกณฑ์ที่โบรกเกอร์กำหนด ซึ่งอาจนำไปสู่การปิดออเดอร์อัตโนมัติหากไม่เติมเงินหรือลดขนาดสถานะ
ตัวอย่าง: เมื่อ Margin Level ลดต่ำกว่าเกณฑ์ของโบรกเกอร์ เช่น 100% จะได้แจ้งเตือน และอาจถูกปิดสถานะอัตโนมัติหากลดต่ำลงอีก
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
รวมข้อสงสัยที่เจอบ่อยหลังอ่านคำศัพท์แล้ว ทั้งเรื่องหน่วยนับ การคิดต้นทุน และการกำหนดความเสี่ยง พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่คำนวณตามจริง
กลับไปดูคำศัพท์ทั้ง 27 คำที่อธิบายไว้ด้านบน หรือเริ่มปูพื้นฐาน Forex ให้ครบก่อน แล้วค่อยกลับมาทบทวนคำศัพท์อีกครั้ง
Pip คือหน่วยวัดว่าราคาเคลื่อนไหวไปเท่าไร คู่เงินส่วนใหญ่นับที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 เช่น EUR/USD 1.0842 ไปเป็น 1.0843 คือ 1 Pip ส่วนคู่เงินสกุล JPY นับที่ตำแหน่งที่ 2 เช่น USD/JPY 148.10 ไปเป็น 148.11 คือ 1 Pip
Pipette หรือ Point คือทศนิยมตำแหน่งถัดไป ซึ่งมีค่าเพียง 0.1 Pip ใช้แสดงความละเอียดของราคาบนแพลตฟอร์มรุ่นใหม่ ถ้าโบรกเกอร์แจ้งสเปรดหรือระยะ Stop Loss เป็น Point ต้องหาร 10 ก่อนจึงจะได้ค่าเป็น Pip
Spread คือผลต่างระหว่างราคา Ask กับ Bid และเป็นต้นทุนที่ถูกหักทันทีตอนเปิดออเดอร์ เช่น Ask 1.0850 กับ Bid 1.0848 เท่ากับ 2 Pip ถ้าเทรด 1 Standard Lot บน EUR/USD ซึ่งมูลค่า 1 Pip ประมาณ 10 ดอลลาร์ ต้นทุนเปิดไม้ครั้งนี้จะอยู่ที่ราว 20 ดอลลาร์
นั่นหมายความว่าราคาต้องเคลื่อนไปอย่างน้อย 2 Pip ถึงจะเท่าทุน ช่วงที่สภาพคล่องต่ำ เช่น ปลายสัปดาห์หรือตอนมีข่าวสำคัญ Spread มักกว้างขึ้น ต้นทุนต่อไม้จึงสูงกว่าเวลาตลาดปกติ
Leverage ไม่ได้ทำให้ขาดทุนต่อ Pip มากขึ้น แต่ทำให้คุมสถานะใหญ่ได้ด้วยเงินประกันที่น้อยลง ความเสี่ยงจริงขึ้นอยู่กับขนาด Lot และระยะ Stop Loss มากกว่า ถ้าเปิด 1 Lot เท่ากัน การขาดทุนต่อ Pip จะเท่ากันไม่ว่าจะใช้ 1:100 หรือ 1:500
สิ่งที่ต่างคือเงินที่ถูกกันไว้เป็น Margin เช่น 1:100 ใช้ 1% ของมูลค่าสัญญา ส่วน 1:500 ใช้เพียง 0.2% ยิ่งกันเงินไว้น้อย พื้นที่รับแรงกระแทกของพอร์ตก็ยิ่งน้อย และมีโอกาสถึงจุด Margin Call เร็วขึ้นหากไม่วางแผนขนาดออเดอร์ให้ดี
ใช้สูตร เงินที่ยอมเสีย หารด้วย (ระยะ Stop Loss เป็น Pip คูณมูลค่าต่อ Pip) เช่น พอร์ต 1,000 ดอลลาร์ รับความเสี่ยง 1% เท่ากับ 10 ดอลลาร์ ตั้ง Stop Loss 20 Pip และเทรด EUR/USD ที่มูลค่า 1 Pip = 10 ดอลลาร์ต่อ 1 Lot จะได้ 10 หาร (20 คูณ 10) = 0.05 Lot
ผลคือถ้าถูก Stop Loss เต็มระยะ จะเสียราว 10 ดอลลาร์หรือ 1% ของพอร์ตพอดี และเมื่อทำแบบนี้ทุกไม้ ความเสี่ยงต่อออเดอร์จะเท่ากันสม่ำเสมอ ไม่ว่าเงินในพอร์ตจะโตขึ้นหรือลดลง
Stop Loss คือคำสั่งที่เราเป็นคนตั้งเอง เพื่อปิดออเดอร์เมื่อราคาเดินสวนถึงระดับที่กำหนด เป็นเครื่องมือจำกัดความเสียหายต่อไม้ ส่วน Stop Out คือการที่ระบบของโบรกเกอร์ปิดสถานะให้อัตโนมัติเมื่อ Margin Level ของพอร์ตลดต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด หลังถูกเรียก Margin Call แล้ว
เกณฑ์ Stop Out แตกต่างกันในแต่ละโบรกเกอร์ เช่น 50% หรือ 20% การตั้ง Stop Loss ไว้ล่วงหน้าจึงช่วยให้เราออกตามแผนก่อนที่พอร์ตจะถูกบังคับปิดในราคาที่เราไม่ได้เลือก
Margin คือเงินที่ถูกกันไว้เพื่อค้ำประกันสถานะที่เปิดอยู่ ส่วน Free Margin คือเงินที่เหลือและยังใช้เปิดออเดอร์ใหม่ได้ ถ้าพอร์ตมี 1,000 ดอลลาร์ และใช้ Margin ไป 200 ดอลลาร์ จะเหลือ Free Margin 800 ดอลลาร์
Margin Level คือสัดส่วน Equity ต่อ Margin ที่ใช้ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ใช้บอกว่าพอร์ตยังมีกันชนมากแค่ไหน ยิ่งตัวเลขต่ำ ยิ่งใกล้จุดที่โบรกเกอร์จะเรียก Margin Call หรือปิดสถานะอัตโนมัติ
Risk / Reward 1:2 หมายถึงยอมเสี่ยง 1 หน่วยเพื่อโอกาสทำกำไร 2 หน่วย เช่น Stop Loss 25 Pip กับ Take Profit 50 Pip อัตราส่วนนี้บอกว่าแต่ละไม้คุ้มแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าจะชนะบ่อยแค่ไหน
ที่ 1:2 จุดคุ้มทุนอยู่ที่อัตราชนะประมาณ 33% หรือชนะเพียง 1 ใน 3 ของจำนวนไม้ก็ยังไม่ขาดทุน มือใหม่จึงมักเริ่มจาก 1:2 ขึ้นไป และเลือกเป้าหมายที่ราคาไปถึงได้จริง มากกว่าตั้งไกลจนแทบไม่เคยถึง